JETSET’ER

posted on 09 Sep 2011 21:16 by got30383
 JETSET’ER
 
 
แนวเพลง Pop
 

 
JETSET’ER ( โอ - ทฤษฎี ศรีม่วง (กีตาร์), เอ็ด - จุมพฎ จรรยหาญ (กลอง), หมู - วรพจน์ วิศรุตนาถ (เบส), ที - พิพิธพล ขำรัตน์ (ร้องนำ) ) วงที่ผสมผสานความสนุก กับ เพลงเพราะ ฟังสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เจ้าของผลงานเพลงฮิต อย่าง จูบ, ชายในฝัน, เชื่อในตัวฉัน, หรหมลิขิต feat. ที jetset’er (เพลงประกอบละครวนิดา), ดีอย่างไร feat. ที jetset’er , น้ำผึ้งพระจันทร์ และ คืนนี้ (เพลงของความต้องการที่เปี่ยมไปด้วยความโรแมนติก ให้ความรู้สึกของความเหงา แต่เป็นความเหงาแบบ “ โลแมนติค ” Lonely Romantic = Lomantic )

 
 
ETSET’ER is
“T” พิพิธพล ขำรัตน์ ตำแหน่ง ร้องนำ
“Eddie” จุมพฎ จรรยหาญ ตำแหน่ง กลอง
“O” ทฤษฎี ศรีม่วง ตำแหน่ง กีตาร์
“Moo” วรพจน์ วิศรุตนาถ ตำแหน่ง เบส
 
 

JETSET’ER ( โอ - ทฤษฎี ศรีม่วง (กีตาร์), เอ็ด - จุมพฎ จรรยหาญ (กลอง), หมู - วรพจน์ วิศรุตนาถ (เบส), ที - พิพิธพล ขำรัตน์ (ร้องนำ) ) วงที่ผสมผสานความสนุก กับ เพลงเพราะ  ฟังสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เจ้าของผลงานเพลงฮิต อย่าง จูบ, ชายในฝัน, เชื่อในตัวฉัน, 

หรหมลิขิต feat. ที jetset’er (เพลงประกอบละครวนิดา), ดีอย่างไร feat. ที jetset’er , น้ำผึ้งพระจันทร์ และ คืนนี้ (เพลงของความต้องการที่เปี่ยมไปด้วยความโรแมนติก ให้ความรู้สึกของความเหงา แต่เป็นความเหงาแบบ “ โลแมนติค ” Lonely Romantic = Lomantic ) 

NUDE ในความหมายของ JETSET’ER คือการทำงานที่ตั้งใจอย่างสุดฝีมือและการได้แสดงความสามารถและเทคนิคต่างๆ ด้านดนตรี เพื่อให้ผู้ฟังได้ฟังอย่างหมดเปลือก เปรียบได้กับการเปิดเผยตัวตนและโชว์ผลงานเพลงที่ดีที่เป็นเอกลักษณ์ของ JETSET’ER มากที่สุด อัลบั้มนี้มีความแตกต่างจากผลงานในอัลบั้มชุดที่แล้วตรงสัดส่วนของดนตรีที่หนักแน่นขึ้น มีกลิ่นของดนตรี Funk บวกกับการนำเอา Electric Guitar มามีบทบาทมากขึ้น จึงทำให้ทุก ๆ เพลงในอัลบั้มนี้มีความชัดเจนมากกว่าเดิม นอกจากนั้นการทำงานในชุดนี้เน้นความสดใหม่ของ Idea เป็นหลักเพราะส่วนใหญ่จะอัดสด และบางเทคที่ใช้จริงเกิดขึ้นจากความบังเอิญในการอัดสดพร้อมๆ กัน  ในส่วนของเนื้อหาคำร้องก็มีมุมที่แตกต่างซึ่งมีความน่าสนใจ และสะท้อนแนวคิดของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
         นอกจากนั้นในอัลบัมชุดนี้ได้มีเพื่อนๆ พี่ๆ มาร่วมงานกันอีกเช่นเคย อาทิ แทน ลิปตภัลลภ จาก Litpta มาช่วยเขียนเนื้อและทำนองในเพลง “ใจร้าย”, พี่พัชร มือคีย์บอร์ดจาก Happy d dog มาช่วยแจมในเพลง “ เปิดใจ”และยังได้พี่ตี๊ Venus มาช่วยร่วมเล่นเบสซึ่งเพิ่มสีสันให้ได้มากเลยทีเดียว
ล่าสุด กับซิงเกิ้ล  “ ยิ้ม ”  ; ] : ) : 3 คิ_คิ
“ยิ้ม” อีกหนึ่งอวัจนภาษาหรือภาษากายที่ทำได้ง่ายและได้ใจคนมองอยู่เสมอ ... 
ยิ้มมีหลายประเภท เช่น พี่โอยิ้มอย่างมีสไตล์ ; ] พี่ทียิ้มรับแขก: ) พี่เอ๊ดยิ้มแบบแมวน้ำ : 3 และพี่หมูยิ้มแบบคนหล่อไม่เกรงใจนิชคุณ  คิ_คิ  ไปจนถึง ... ยิ้มแหย ๆ ยิ้มพิมพ์ใจ เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยิ้มแบบไหน ย่อมนำมาซึ่ง ความสบายใจของคนมอง เพลงยิ้มถูกเขียนขึ้นมาจากความรู้สึกว่าเสน่ห์ของรอยยิ้มมักไม่ธรรมดา และทางวงมีการใช้รหัสการยิ้มของตัวเองใน facebook ตามที่แสดงไว้ข้างต้น ...
ด้วยความที่ Jetset’er ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวงที่โชว์สนุก โรแมนติกและเป็นกันเอง หลังจากที่ปล่อยเพลงโรแมนติกมาหลายเพลง ทำให้หลายๆคนถามหาเพลงสนุกๆของ Jetset’er  ในภาคดนตรีของเพลง ยิ้ม จะมีจังหวะที่คึกคักให้ทุกคนขยับได้ เรียบเรียงในคอนเซปที่ต้องการให้เพลงฟังง่ายแต่สนุกตามแบบฉบับของ Jetset’er  เพลงที่จึงลงตัวด้วยเครื่องดนตรีพื้นฐานของวง คือ กลอง (พี่เอ็ดดี้) , เบส (พี่หมู),  กีตาร์ (พี่โอ) และ ร้องนำ (พี่ที)  โดยความพิเศษของเพลงนี้อยู่ตรง การร้องสวนกันไปมา โดยอีกเสียงร้องที่ทุกคนได้ยิน คือเสียงของพี่โอ มือกีต้าร์ และเป็นโปรดิวเซอร์ของ Jetset’er  มาร่วมถ่ายทอดเพลง ยิ้ม ให้มีอรรถรสยิ่งขึ้น
ยิ้มทำให้โลกสดใสขึ้น คือแรงบันดาลใจของมิวสิกวีดีโอเพลงยิ้ม single ใหม่ล่าสุดจาก JETSET'ERที่ทีมงานตั้งใจนำเสนอว่า รอยยิ้ม สามารถทำให้เกิดอะไรดีๆ กับคนยิ้มและคนที่ถูกยิ้มให้ได้มากมาย แต่แทนที่จะเปิดเรื่องด้วยรอยยิ้ม ผู้กำกับเลือกให้เห็นภาพที่ตรงกันข้ามกับรอยยิ้ม อย่างสีหน้าของคู่รัก 3 คู่ที่กำลังทะเลาะกัน ที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Continuous Shot (เทคนิคในการภาพนิ่งหลายๆภาพ แล้วมาทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหว) ตอกย้ำอารมณ์ที่บอกว่าการทะเลาะกันเป็นในช่วงเวลาที่แสนจะทรมานของคนสองคน   และในขณะนั้นเอง JETSET'ERที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ ก็อดรนทนไม่ได้ อาสาเข้าไปช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่จะช่วยแบบธรรมดาคงไม่ได้ ผู้กำกับจึงเลือกถ่ายทอดโดยการใช้เทคนิค freeze  ให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงJETSET'ER 4คนเท่านั้นที่ขยับได้ 

อัลบั้ม

อัลบั้ม: เพลงประกอบละครวนิดา

อัลบั้ม: Jet's

อัลบั้ม: The Album

อัลบั้ม: Nude


Facebook:http://th-th.facebook.com/Jetseter
 
 
 
 
                                                 
 
 

                                   







 



ภาษาเบสิก

posted on 10 Jul 2011 18:03 by got30383
ภาษา BASIC

              คำว่า BASIC ย่อมาจากคำว่า Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code ซึ่งถูกคิดค้นโดย John George Kemeny และ Thomas Eugene Kurtz ตอนนั้นทั้งคู่ทำงานที่ Dartmouth College ในอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานคอมฯ หรือคณิตศาสตร์ ได้ใช้เพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
(G.E.225) ได้ง่ายขึ้น โดยพัฒนามาจากภาษา FORTRAN II และภาษา ALGOL 60 รุ่นแรกของภาษาถูกเรียกว่า Dartmouth BASIC

กฎ 8 ข้อ ในการออกแบบตัวแปลภาษา BASIC ในยุคเริ่มต้น
1. ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรม
2. มีลักษณะภาษาแบบ general-purpose programming language หรือ domain-specific language ( DSL) เหมือนภาษา C
3. สามารถเพิ่มความสามารถขั้นสูง สำหรับผู้เชี่ยวชาญได้
4. ทำงานร่วมกันได้ (interactive)
5. มี error messages ที่เข้าใจง่าย ไม่เชิงเทคนิค
6. ต้องทำงานอย่างรวดเร็วกับโปรแกรมขนาดเล็ก
7. ผู้ใช้ไม่ต้องเข้าใจเรื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (computer hardware)
8. ไม่ให้ผู้ใช้ติดต่อโดยตรงกับระบบปฏิบัติการ (operating system)

ใน ช่วงแรกตัวแปลภาษา BASIC ออกแบบเป็น Compiler ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ในโรงเรียนมัธยม ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในปี 1968 Edsger W. Dijkstra ก็เผยแพร่วิธีการเขียนโปรแกรมอย่างเป็นระเบียบ ที่ถูกเรียกว่าการเขียนโปรแกรมแบบมีโครงสร้าง (Structured Programming) และพูดถึงการใช้คำสั่ง GOTO ในภาษา BASIC ว่าทำให้โครงสร้างโปรแกรมซับซ้อน ทำให้เกิดการปรับปรุงภาษาในช่วงหลังๆ

ใน ปี ค.ศ. 1975 หลังจากที่กำเนิด M.I.T.S.'s Altair personal computer เครื่องแรกได้ไม่นาน Bill Gates และ Paul Allen ก็ได้สร้างตัวแปลภาษา BASIC บน microcomputer สำเร็จและเจรจาร่วมค้ากับ MITS เป็นครั้งแรก ขณะนั้น Bill Gates ยังเรียนนิติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัย Harvard และ Paul Allen ก็เป็นพนักงานอยู่ที่บริษัท Honeywell ที่จริงในปีเดียวกันนั้น Dennis Allison ได้สร้างตัวแปลภาษา BASIC ที่ชื่อ Tiny BASIC ที่คิดค้นโดย Dr. Li-Chen Wang บนเครื่องที่ใช้ CPU 8080 สำเร็จ โดยมี Bob Albrecht เป็นผู้กระตุ้นและสนับสนุนรวมทั้งช่วยเหลือ ซึ่งได้เผยแพร่วิธีการสร้างและให้ source code ในนิตยสารที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Dr. Dobb's Journal ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการพัฒนาซอฟต์ที่โด่งดังทั่วโลก (และคนในวงการ com-sci ควรต้องรู้จักและเคยอ่าน - ผมไม่แน่ใจว่า คำาว่า Dobb จะเกิดจากชื่อของทั้งสองมารวมกันรึเปล่า Dennis + Bob) ณ เหตุการณ์นี้ สังเกตว่าความพยายามในการสร้างตัวแปลภาษา BASIC บน microcomputer ทำให้เกิดบุคคลสำคัญในวงการไอทีที่โด่งดังมากถึง 2 คนด้วยกัน คือ Bill Gates แห่ง Microsoft และ Bob Albrecht แห่ง Dr. Dobb's Journal และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ microsoft จะยังคงผลิตตัวแปลภาษา BASIC อยู่ตราบใดที่ยังมี Bill Gates เพราะ Bill Gates สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากภาษานี้นั้นเอง

หลัง จากที่ทำสัญญาขาย BASIC ไปกับเครื่อง Altair แล้ว Bill Gates ก็ได้ เลิกเรียน แล้วมาตั้งบริษัท Micro-Soft และทำตัวแปลภาษา BASIC ขายในชื่อ Microsoft BASIC ไปยัง microcomputer แบบอื่นๆ และกลายเป็นภาษามาตรฐานบนเครื่อง Apple II จนปี 1979 บริษัท Microsoft ก็ได้งานจาก IBM ในการทำตัวแปลภาษา BASIC บน PC ในแบบ Interpreter (สมัยนั้นเริ่มนิยม Interpreter มากกว่า Compiler) ทำให้ในที่สุดภาษา BASIC ก็เป็นภาษามาตรฐานบน microcomputer ที่ทุกเครื่องต้องมี

ใน ปี 1981 BBC สถานีข่าวของอังกฤษได้ว่าจ้างให้บริษัท Acorn Computers ทำตัวแปลภาษา BASIC ในชื่อว่า BBC BASIC ซึ่งพัฒนามาจาก Atom BASIC ของบริษัท Acorn Computers เอง โดยเพิ่มความสามารถมากมาย เช่น การเข้าถึง OS และการนำตัวแปลภาษา Assembly มาทำร่วมด้วย เป็นต้น นอกจากนั้นนิตยสาร Creative Computing Magazine ก็ยังเผยแพร่ source code ที่เกี่ยวกับเกมส์และ utilities มากมาย

หลัง จากที่ IBM-DOS/PC-DOS/MS-DOS ได้แพร่หลาย จากการเข้าทำตลาดของ IBM ทำให้มีการพัฒนาตัวแปลภาษา BASIC เพิ่มขึ้น เช่น Microsoft ผลิต BASICA, GW-BASIC, QuickBASIC ส่วน Borland ก็ผลิต Turbo BASIC ซึ่งพัฒนาเป็น PowerBASIC ทำให้ภาษา BASIC แข่งขันพัฒนากันไปอย่างมาก มีการเพิ่มความสามารถทางด้านการจัดการ string, ด้าน graphic, ด้านการจัดการ file และเพิ่ม data type ขึ้นอีก และที่สำคัญคือ การพัฒนาให้เป็น Structured Programming ซึ่งเป็นจุดที่โดนโจมตีมากที่สุด โดยการเพิ่มคำสั่งด้าน control structure, subroutine และตัวแปรแบบ local แต่ความนิยมในภาษา BASIC ก็ลดลงพร้อมกับความสำคัญของการเขียนโปรแกรม เพราะเครื่องสมัยใหม่มักจะมาพร้อมกับโปรแกรมสำเร็จรูป ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมอีกต่อไป
 

ปัจจุบัน ตัวแปลภาษา BASIC ของบริษัทอื่นก็ยังมีให้เห็นบ้าง เช่น Bywater BASIC และ True BASIC ที่เป็นของบริษัทที่ John G. Kemeny และ Thomas E. Kurtz ผู้คิดค้น ได้ก่อตั้งมา (True BASIC มีเวอร์ชั่น ที่ทำงานได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น DOS, Windows, Mac OS) หรือแม้กระทั่งในวงการ open-source ก็ยังมีการพัฒนาตัวแปลภาษานี้ เช่น MiniBASIC (interpreter) ซึ่งเขียนด้วยภาษา C
 

 
 
ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระราหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้น เป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายนพุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้อง ทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ ไป รับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยามณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัว ยังคงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้ กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไป สมทบมอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้ อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์และ ท้าววนิดา พิจาริณี ผู้เป็นบิดาและ มารดา
ของหม่อมหลวงบัว
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต้องอยู่ห่างไกลพระบิดามารดาตั้งแต่อายุเพียงน้อยนิด บางคราวต้องระหกระเหินไป ต่างจังหวัดกับพระบรมวงศานุวงศ์ตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านัก
ขัตรมงคล ได้ ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไป สงขลาด้วย
 
 
ปลายปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมจ้านักขัตรมงคล ทรงลาออกจากราชการ กลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์บุตรคนโตและ หม่อมราชวงศ์บุษบาบุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกาแล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์บุตรคนรอง กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จากหม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
 
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อย ๆ ทำให้ การเดินทางไม่สะดวกและ ปลอดภัย หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงต้องย้ายไป โรงเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ และ ในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง
 
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย พระบิดาผู้ ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้ บุตร และ บุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ และ ความเสียสละ โดยอาศัยเหตุการณ์ในสงครามเป็นตัวอย่าง และ สงครามก็ทำให้ ผู้คนต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีความเมตตาต่อผู้อื่น และ รักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย
  
หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือ นายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้ หม่อมเจ้า
นักขัตรมงคลเป็นรัฐทูตวิสามัญและ อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ
หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึง ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไป ด้วยในกลางปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้น
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว